haruhi_tanabata1

ทานาบาตะ Fastival

สวัสดีจ้าทุกๆท่าน วันนั้นเจ้าของ blog กลับมาแ้ล้วหลังจากห่างหายไปนาน เนื่องจากงานเข้ามาตั้งแต่ได้งานทำ ไม่มีเวลาว่างเลย

วันนี้ อยากจากเขียน blog ซักหน่อย เนื่องจากวันนี้ เป็นวัน ทานาบาตะ เทศกาล ของชาวแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่ง เรียกอีกอย่างว่า “เทศกาลแห่งดวงดาว” จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี (ตามปฏิทินทางจันทรคติ) ตามตำนานจีนได้กล่าวถึงดวงดาว 2 ดวง Altair และ Vega ซึ่งจากถูกผลัดพลากจากกันโดยทางช้างเผือก และจะโคจรมาพบกันในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่นิยมทำกันในเทศกาลทะนะบะตะ คือ การเขียนความปรารถนาลงบนกระดาษ และแขวนกระดาษแผ่นนั้นไว้บนต้นไผ่พิเศษ เพื่อหวังว่าความปรารถนานั้นจะเป็นจริง

ดังนั้นข้าพเจ้าก็เลยมาเขียน blog เพื่อเป็นการขอพรซักหน่อย ฮ้าๆๆ ว่าแต่เรามาเริ่มบทความกันเลยดีกว่า

ผ่านพบเพื่อผูกพัน…..ทานาบาตะ

ความรักทำให้คนตาบอด หลายคน คงเคยได้ยินและตกอยู่ในห้วงแห่งรักเช่นนั้นกันมาบ้างนะคะ แต่รักแล้วต้องพลัดพรากกันนี่สิคะ มันยิ่งทรมาน ร้าวรานใจเป็นยิ่งนัก… หากเรากับคนที่เรารักมีโอกาสได้เจอกันเพียงปีละครั้งเพียงไม่กี่ชั่วยาม… ความรู้สึกที่ว่านี้ หากเกิดกับใคร ก็สามารถคิดไปได้สองประการค่ะ คือไม่อยู่อย่างมีความหวังว่า อีกปีหนึ่งข้างหน้าเราจะได้เจอกัน ก็คงจะต้องอยู่อย่างทรมานที่กว่าจะผ่านวันพ้นเดือนไปได้ ก็ช่างร้าวรานใจ….

เหตุการณ์ที่ว่านี้ เกิดเป็นตำนานของชาวญี่ปุ่นค่ะ..ในวันที่ 7 เดือน 7 ชาวญี่ปุ่นจะมีเทศกาล ทานาบาตะ ซึ่งเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเหนือแผ่นดินอาทิตย์อุทัย เป็นวันที่ดาวสองดวงคือ โอริ ฮิเมะ กับ ฮิโกโบชิ มีโอกาสโคจรมาพบกันบนฟากฟ้า…

ตำนานของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ที่ฝั่งน้ำด้านเหนือของ อามาโน่ คาวา หรือทางช้างเผือก บนสรวงสวรรค์มีธิดาของเทพผู้ครองสวรรค์ นามว่า โอริ ฮิเมะ นางเป็นคนขยันและสวยงาม หน้าที่ประจำของนางก็คือ ทอผ้า ผ้าทอของโอริ ฮิเมะนั้นก็งดงาม ประณีต เป็นที่พึงใจของเหล่าทวยเทพทั้งปวง ทำให้นางต้องทอผ้าทั้งวันทั้งคืน..

กระทั่งบิดาของนางปรารถนาจะให้นางได้มีคู่ครอง เพื่อความสุขของธิดาแห่งตน ปรากฎว่าโอริ ฮิเมะเกิดหลงรักฮิโกโบชิ กระทั่งได้สมรสสมรัก เมื่อทั้งสองครองคู่กันแล้ว นาง
โอริ ฮิเมะ ก็ละทิ้งหน้าที่การงานของตัวเอง ออกท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ กับชายคนรัก ทุกวันทุกคืน แรกๆ บิดาของนางก็ยังให้อภัยในความรักของลูกสาว แต่นานวันเข้า นางก็ยังไม่หวนกลับมาทำหน้าที่ ทีตัวเองมีความรับผิดชอบอยู่

บิดาของโอริฮิเมะกริ้ว จึงลงอาญาสาปให้คนทั้งคู่ แยกกันไปอยู่คนละฟากฟ้า คนละฝั่งของอามาโน่ คาวา หรือทางช้างเผือก ยังความเศร้าโศกเสียใจแก่นางโอริฮิเมะ เป็นอย่างมาก

นางร่ำไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ความอาดรูที่นางมีต่อชายคนรักไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้สึกรักที่นางมี ให้ต่อ ฮิโกโบชิเลย… เมื่อบิดาของนางเห็นอาการของลูกสาวแล้วก็เกิดความเห็นใจ จึงเอ่ยปาก บอกกับนางว่า ในทุกๆ ปีของช่วงเวลาแห่งทางช้างเผือก นางสามารถจะเดินข้ามทางสายนั้นเพื่อไปหาชายคนรักได้ นางจึงมีหวังและกำลังใจ และหันกลับมาขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน เพื่อรอวันได้พบกับชายคนรักของตัว…

นั่นจึงเป็นที่มาของ วันที่ 7 เดือน 7 ซึ่งในคืนนั้นนก kasasagi จะเรียงตัวกันสร้างเป็นสะพานสวรรค์ ให้คนทั้งคู่ได้มาพบกัน แต่ก็ใช่ว่า ทางแห่งรักของคนทั้งคู่จะสุขสมหวังง่ายๆ เพราะหากในคืนวันนั้นมีฝนตกหรือเฆมบดบังทางช้างเผือกแล้วละก็ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ ก็ไม่มีโอกาสได้พบกันในปีนั้น คงต้องเฝ้ารอเพื่อให้ผ่านพ้นไปจนถึงปีหน้า เพื่อจะได้พบเจอกันสักครั้ง

การฉลองเทศกาลทานาบาตะ Tanabata เริ่มมีในช่วงประมาณศตวรรษที่ 9 แต่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยม กระทั่งมาถึงสมัยโตกูกาวะ Tokugawa ช่วงปี 1603 – 1837 ชาวโตเกียวเริ่มฉลองทานาบาตะ ด้วยการให้ดาวของฮิโกโบชิ ชายหนุ่มผู้เลี้ยงวัวนั้นเป็นตัวแทนของพรสวรรค์ด้านศิลปะ และดาวของโอริฮิเมะเจ้าหญิงทอผ้านั้น เป็นตัวแทนของความสูงศักดิ์

พวกเขาจะเขียนกลอนติดกระดาษไว้บนต้นไผ่ เพราะถือว่า ไผ่เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในยุคนั้น ของที่ใช้แขวนบนต้นไผ่คือกระดาษที่ใช้อธิษฐานเรียกว่า tanzaku ตัดเป็นรูปกิโมโนกับด้ายห้าสี เมื่อแขวนจนเป็นที่พอใจแล้ว พวกเขาก็จะนำต้นไผ่นั้นไปลอยในแม่น้ำ แต่บางพื้นที่ของญี่ปุ่น ชาวบ้านจะเผากระดาษและต้นไผ่นั้นให้ควันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า

ว่ากันว่าเทศกาลญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนที่มีเทศกาลขอพรจากดวงดาว เช่นนี้เหมือนกัน และจะทำขึ้นในวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี เหมือนกับญี่ปุ่น จุดประสงค์ก็ละม้ายกัน มีแตกต่างกันบ้างก็คือในวันนี้ ผู้หญิงจีนจะอธิษฐานขอพรจากดวงดาวเพื่อให้ตัวเองมีฝีมือในการทอผ้าและเย็บ ผ้าให้เป็นเลิศ

เทศกาลทานาบาตะ นี้ถือเป็นการขับไล่สิ่งไม่ดีออกไปจากตัวด้วย ดังนั้นการประดับตกแต่งกระดาษเขียนสีสันต่างๆ เพื่อขอพรกับเทวดาที่มาติดบนกิ่งไผนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของความอยู่ดีมีสุข ปราศจากเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจกันทั้งสิ้น

บางจังหวัดของญี่ปุ่นก็มีการจัดเทศกาลนี้อย่างใหญ่โต บางจังหวัดก็เป็นเพียงประเพณีเล็กๆที่ ยังความสุขสนุกสนานมาสู่เด็กๆ ในถิ่นนั้น แต่สำหรับเมืองที่จัดให้ทานาบาตะเป็นเทศกาลที่ใหญ่โตแล้ว ก็จะมีการประดับตกแต่งด้วยโคมกระดาษหรือสิ่งของห้อยระย้า สีสันสะดุดตา มีการประกวดเจ้าหญิงโอริฮิเมะ มีการเล่นดอกไม้ไฟ เพื่อให้เมืองนั้นๆ มีความครึกครื้นและสดใส

แม้ตำนานความรักของเจ้าหญิงทอผ้ากับชายเลี้ยงวัวจะเป็นเพียงเรื่องที่เล่า ขานกันมา ถึงความมั่นคงแห่งรักที่ ทั้งคู่มีให้กัน ทำให้เรื่องนี้ กลายเป็นตำนานฝันหวานของใครอีกหลายคนที่ฝันอยากจะมีใครสักคน ที่มั่นคงในรักเช่นเจ้าหญิงทอผ้ากับชายเลี้ยงวัวค่ะ.

credit >>> http://aornopawan.multiply.com/reviews/item/8

บาดแผลสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา

เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนคิด ว่า ถ้าไม่ใช่พวกเรา คือคนเลวและไม่ใช่คน เมื่อนั้น civil war จะบังเกิด
เมื่อ ความแตกแยกของสังคมและชนชั้นได้เกิดขึ้นแล้ว คงไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถประสานมันเข้ากันได้อีก

เนื่องจากเป็นวันที่ เค้าประกาศ เครพิว (กฎอัยการศึก ทั้งแรกในรวบ 18 ปี ครั้งสุดท้ายเมื่อ พฤษภาทมิฬ)

ซึ่งถือเป็นเรื่องน่า เศร้ามากที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (ถึงจะเป็นแค่ mini civil war) และคงไม่มีใครอยากให้เกิด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาวันนี้ เหมือนเป็น ผล จาก re-action ของสิ่งที่เกิดการสะสมมานาน ได้้ปะทุออกมาในวันนี้

ซึ่งจะโทษใครไม่ได้เลย จิงๆ  ถ้าจะโทษคือต้องโทรทุกคน ที่ส่งแรงอัดเข้าไปก่อน ยิ่งส่งแรงอัดเท่าไร re-action ก็ยิ่งมากตามแรงที่อัดลงไปด้วย

ก็ได้แต่ขอให้ความสงบกับมาโดยเร็วเท่านั้น

เลยถือโอกาสนำบทความนี้ มาลงเพื่อให้ สอดคล้องกับสถานนะการณ์

“ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย”

“สื่อมวลชนก็เริ่ม เลือกข้าง หนังสือพิมพ์จากรัฐทางเหนือ ไม่สามารถมาขายรัฐทางใต้ได้
เช่น เดียวกับหนังสือพิมพ์จากรัฐทางใต้ก็ไม่สามารถมาขายในรัฐทางเหนือได้อีกต่อ ไป”

” แม้กระทั่งตราชั่งแห่งความยุติธรรมก็เอียง
ศาลสูงสหรัฐ ที่เป็นคนใต้ หรือคนเหนือบางคนก็เริ่มตัดสินคดีความตามผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเองเป็นหลัก”

“ไม่มีใครคาดคิดตอนเริ่มสงครามว่า จะมีผู้คนล้มตายมากมาย และประเทศพังพินาศถึงเพียงนี้”

บาดแผลสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา

สงครามกลางเมืองที่สำคัญ

* สงครามกลางเมืองญี่ปุ่น (ก่อนการปฎิวัติ สมัยเมจิ)
* สงครามกลางเมืองเกาหลี (ที่ต้องแยกประเทศ เป็น เหนือ – ใต้)
* สงครามฮุสไซท์ (Hussite wars) (ราว ค.ศ. 1419–1437) – โบฮีเมีย
* สงครามกลางเมืองของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1562-1598)
* สงครามกลางเมืองอังกฤษ (ค.ศ. 1642-1651)
* สงครามกลาง เมืองอเมริกา (ค.ศ. 1861-1865)
* สงครามกลางเมืองรัสเซีย (ค.ศ. 1918-1922)
* สงครามกลาง เมืองไอร์แลนด์ (ค.ศ. 1922-23)
* สงครามกลางเมือง จีน (ค.ศ. 1928–1937, ค.ศ. 1945–1949)
* สงครามกลางเมืองสเปน (ค.ศ. 1936-1939)

บาดแผลสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริก

ในอดีตที่ผ่านมา มีสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ ที่ได้รับการขนานนามว่า “สงครามที่พี่น้องฆ่ากันเอง” นั่นคือสงครามกลางเมืองในประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2404  เพราะญาติพี่น้อง มิตรสหายที่เป็นคนอเมริกันเหมือนกัน ต่างแบ่งเป็นสองฝ่าย จับอาวุธปืนเข้าประหัตประหารกันเอง

ประธานาธิบดีของทั้งสองฝ่ายก็เกิดในรัฐเคนทักกี้ด้วยกัน  ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นที่อยู่ฝ่ายเหนือก็มีพี่เขยเป็นทหารของฝ่ายใต้ถึง 4 คน และ 1ใน4 ของทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์ก็เป็นนายทหารของฝ่ายใต้

สงครามดำเนินไปประมาณสี่ปี คนอเมริกันฆ่ากันตายไปประมาณ 6 แสนคน ไม่นับรวมคนบาดเจ็บที่ต้องตัดแขน ตัดขาอีกหลายแสนคน กว่าฝ่ายใต้จะประกาศยอมแพ้ มากกว่าทหารสหรัฐอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามโลกทั้งสองครั้งและสงคราม เวียดนามรวมกัน

และเป็นสัดส่วนการตายที่สูงมาก เมื่อคิดจากประชากรในประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนั้นที่มีประมาณ 30 ล้านคน และค่าเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3แสนล้านบาท (มูลค่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อน)

ถือเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศนี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่มีใครคิดว่า เมื่อตอนเริ่มเกิดสงครามใหม่ ๆ เหตุการณ์จะลุกลามใหญ่โตและสร้างความย่อยยับให้กับประเทศถึงเพียงนี้

บรรยากาศทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ระหว่างประชาชนของรัฐฝ่ายเหนือกับรัฐฝ่ายใต้ที่สะสมกันมานานหลายสิบปี

รัฐทางเหนือมีประชากรประมาณ 22 ล้านคน เป็นคน มีรายได้จากการประกอบอุตสาหกรรมเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานทาส ขณะที่รัฐทางใต้มีประชากรประมาณ 9 ล้านคน ส่วนใหญ่มีรายได้จากการทำเกษตรกรรม จึงต้องใช้แรงงานทาสเพื่อการเพาะปลูก

คนทางใต้มักเป็นผู้ดีเก่าที่อพยพมาจากยุโรป เป็นเจ้าของที่ดินมหาศาล มีความภูมิใจว่าเป็นผู้สร้างชาติมาตั้งแต่แรก  และมักดูถูกพวกคนทางเหนือว่าเป็นพวกนายทุน พวกคนรวยรุ่นใหม่  แต่อดีตเคยเป็นชนชั้นต่ำมาก่อน

แต่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้ในปีพ.ศ. 2330 ได้ระบุว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน จึง ได้เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลว่า “อเมริกาจะต้องเลิกการค้าทาสให้หมดไปภายในกำหนด 21 ปี” พอครบกำหนด รัฐบาลกลางได้ออกกฎหมายเลิกการค้าทาส แต่ผู้คนในรัฐทางใต้ยังเพิกเฉย

ความขัดแย้งในสังคมจึงได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง คนทางใต้ยิ่งนำเข้าทาสจากทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้นจาก 6 แสนคนเป็น 4 ล้านคนภายในเวลาอันรวดเร็ว  คนทางเหนือพากันประณามความไร้มนุษยธรรม ขณะที่คนทางใต้ ซึ่งเป็นคนเคร่งศาสนาก็ตอบโต้ว่า ไม่มีข้อห้ามในศาสนา และพวกเขาปฏิบัติต่อทาสเหล่านี้ด้วยความเมตตา

นักการเมืองทางใต้ก็พากันต่อต้านกฎหมายเลิกทาส เพราะรู้แน่ว่าจะส่งผลสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจของฝ่ายใต้ บรรดาสส.ในสภาต่างฝ่ายต่างก็โหวตให้กับผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง

สื่อมวลชนก็เริ่มเลือกข้าง หนังสือพิมพ์จากรัฐทางเหนือ ไม่สามารถมาขายรัฐทางใต้ได้ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์จากรัฐทางใต้ก็ไม่สามารถมาขายในรัฐทางเหนือได้อีก ต่อไป
แม้กระทั่งตราชั่งแห่งความยุติธรรมก็เอียง ศาลสูงสหรัฐที่เป็นคนใต้ หรือคนเหนือบางคนก็เริ่มตัดสินคดีความตามผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเองเป็นหลัก

ในที่สุดเมื่อลินคอล์น แห่งพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ฝ่ายใต้ที่ประกอบด้วย 11 รัฐก็ประกาศแยกประเทศ ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลกลางอีกต่อไป และบุกโจมตีป้อมทหารแห่งหนึ่งของทหารฝ่ายเหนือ จนลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง ประธานาธิบดีลินคอล์นประกาศระดมทหารเข้าสมรภูมิ 2 ล้านกว่าคน ขณะที่ทหารฝ่ายใต้มีกำลังเพียง 1 ล้านคนเศษ

สงครามครั้งนี้มีการผลิตอาวุธที่ใช้สังหารผู้คนทีละมาก ๆ อาทิปืนกล ระเบิด เรือดำน้ำ รวมไปถึงปืนโคลต์ .45 ปืนสั้นที่มีชื่อเสียง มีการรบกันแทบทุกวัน นับรวมได้สองพันกว่าครั้ง และครั้งที่โหดร้ายที่สุดคือสมรภูมิเกเตสเบิร์ก  มีคนตายรวดเดียว 4 หมื่นกว่าคน ประธานาธิบดีลินคอล์นได้เดินฝ่ากระสุนมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บ และกล่าวสุนทรพจน์ด้วยความสะเทือนใจที่เห็นพี่น้องชาติเดียวกันต้องมาฆ่ากัน ตาย

“ เราได้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า ทหารทั้งหลายที่เสียชีวิตนี้จะไม่ตายอย่างไร้ค่า เพราะประเทศชาตินี้ภายใต้พระหัตถ์ของพระเจ้าจะได้ก่อกำเนิดเสรีภาพครั้งใหม่ และรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่สูญสลายไปจากโลก”

ไม่นานนัก ทหารฝ่ายเหนือก็เอาชนะทหารฝ่ายใต้ได้อย่างเด็ดขาด เพราะพลังทางเศรษฐกิจของฝ่ายเหนือที่แข็งแรงกว่า ประชากรที่มากกว่า และอาวุธเทคโนโลยีอันทันสมัยกว่า  ทิ้งความย่อยยับของสงครามให้คนในประเทศได้เยียวยากันอีกหลายสิบปี เพราะไม่มีใครคาดคิดตอนเริ่มสงครามว่า จะมีผู้คนล้มตายมากมาย และประเทศพังพินาศถึงเพียงนี้

หลายปีก่อน ผมมีโอกาสไปรัฐเวอร์จิเนีย ไปเยี่ยมสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่า นิวมาร์เก็ต เป็นทุ่งหญ้าหลายพันไร่ ในอดีตคือสมรภูมิรบอันดุเดือดแห่งหนึ่ง ยังเห็นร่องรอยของโรงนาที่เป็นโรงพยาบาลสนาม ปืนใหญ่ของทหารทั้งสองฝ่ายที่ยังตั้งประจันหน้ากันอยู่เป็นอนุสรณ์เตือนความ ทรงจำให้คนรุ่นหลัง

สมรภูมิแห่งนี้ นักเรียนโรงเรียนนายร้อยเวอร์จิเนียของฝ่ายใต้ประมาณ 200 คนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ ได้ออกจากห้องเรียนกระทันหัน พร้อมอาวุธปืนมุ่งหน้าสู่นิวมาร์เก็ต เมื่อทราบข่าวว่ากองทหารฝ่ายเหนือได้ยกทัพใกล้เข้ามา

นักเรียนเหล่านั้นไม่เคยได้กลับเข้าห้องเรียนอีกเลย

ร้อยกว่าปีผ่านมา เราเรียนรู้ว่า

ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

จาก http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=129

posterelibraryA12

นิทรรศการสอบจบโปรเจคสุดโหด

สวัสดีครับ มิตรรักแฟนผม เอ้ย.. แฟนเพลงทุกท่าน เมื่อวันที่ 17 -18 มีนาคม 2553 นั้น

เป็นวัน พรีเซ้นโปรเจคของกลุ่มเพื่อนๆ ชั้นปีกระผมเอง ซึ่งยังกับงาน คอมมาร์ตไทยแลนท์ เพราะ มีงานนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มามากมายไม่ว้าจะเป็น pc mac projector lcd tv และอื่นๆ แบบว่า ต่างกลุ่มต่าง ขนกันมาอย่างเต็มพิกัดกันเลยทีเดียว จะมีก็แต่ บางกลุ่ม ที่เอา ps3 มาด้วยซึ่ง ก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร แล้วก็เที่ยวไปขอ จอ lcd ชาวบ้านเค้า เหอๆ

ผลงานของกลุ่มเพื่อนๆ ก็ เรียกได้ว่าสุดยอดกันใหญ่ ซึ่งก็ สุดยอดแตกต่างกันในแต่ละสายงานกันไทย ( ดังเป็ดนั้นเอง )

กลับมาดูที่กลุ่มผลงานของข้าพเจ้ากันบ้าง

กลุ่มของข้าพเจ้านั้นทำ Web Appication ระบบ สารสนเทศของห้องสมุดของภาควิชา

เข้าไปดูได้ที่ >> http://elibrary.serra.in.th/

ก็มีสมาชิกกลุ่ม 3 คน

เริ่มจาก poster present กันก่อนเลย อาจจะเห็นว่าอ่านไม่ออก (ก็ไม่อยากให้อ่านอยู่แล้ว)

ต่อไป เอาไปปะไว้ที่ บอร์ด (แหม ใครวาดดอกไม้ฟะนี่ น่ารักเชียว)

เมื่อนำไปติดกับ บอร์ดใหย๋ (ซึ่งใช้กัน บอร์ดล่ะ 3 กลุ่ม ) ก็มีสภาพอย่างที่เห็น

สุดท้ายนี้ การพรีเซ้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี ต้องขอขอบคุณ สมาชิกกลุ่มทุกท่าน ที่ได้ทำงานเหนื่อยกันมาโดยตลอด

Toradora! : อย่ามองคนแค่เพียงภายนอก

“ทุกคนล้วนแต่มีบางสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน”

“สิ่งที่ทั้งอ่อนโยน หอมหวาน”

“สิ่งนี้ถ้ามองเห็นได้ด้วยตา ทุกคนคงแย่งกันเป็นเจ้าของ”

“โลกจึงเลือกที่จะซ่อนเร้นสิ่งนั้นไว้ ไม่ปล่อยให้เราได้มันมาง่ายๆ”

“แต่ในวันหนึ่ง คงมีสักคนที่หามันเจอ”

“มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะมันพบ”

“ทำให้สิ่งนั้นมันมีคุณค่าเหลือเกิน”

เพียงไม่กี่ประโยคจากริวจิกับไทกะในช่วงต้นเรื่อง มันก็ทำ ให้ผมแทบไม่ได้ลุกจากหน้าจอไปไหนเลย ตลอด 25 ตอน ของแอนนิเมะเรื่อง Toradora!

Toradora! มีฉากหน้าเป็นเรื่องราวรักวุ่นๆของเหล่าบรรดานักเรียนไฮสคูล แต่มีฉากหลัง เป็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ร้าวฉานและหนทางที่จะประสานรอยร้าว และการก้าวพ้นวัย เป็นแอนนิเมะที่ทำได้ทั้งน่ารักและกินใจ

ทา คาซึ ริวจิ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่าเกรงขาม มีดวงตาที่ดุดัน ซึ่งยาซึโกะ แม่ของริวจิ ภูมิใจนักหนากับดวงตาคู่นี้เพราะมันถอดแบบมาจากพ่อของเขา แต่นั่นกลับเป็นปัญหา เพราะด้วยรูปลักษณ์แบบนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าสุงสิงกลับริวจิ เพราะคิดว่าเขาเป็นพวกอันธพาล ทำให้เขามีเพื่อนสนิทอยู่เพียงคนเดียวคือ คิทามุระ ยูซาคุ ที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของริวจิ

ริวจิ มีนิสัยอ่อนโยน เป็นคนดูแลงานบ้านทุกอย่าง เพราะยาซึโกะแม่ของเขาทำงานกลางคืน ทำให้ไม่มีเวลาดูแลเรื่องเหล่านี้ แต่ริวจิก็ไม่ได้บ่นอะไร เขาดูจะชอบกับการเป็นพ่อบ้าน และออกจะโรคจิตหน่อยๆด้วยซ้ำ เพราะถ้าเมื่อใหร่ที่เขาเห็นพวกคราบสกปรก เชื้อราตามผนัง โหมดรักสะอาดจะทำงานทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่โรงเรียน

โลกของของริวจิถึง คราวต้องเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้พบกับไอซากะ ไทกะ ที่ทุกคนต่างขนานนามว่าเป็น “แม่เสือน้อย” เพราะขนาดตัวที่เล็กๆ น่ารักเหมือนตุ๊กตา แต่กลับดุอย่างเสือ พร้อมที่จะลงไม้ลงมือกับทุกคน ที่มายุ่งกับเธอ ทำให้ไทกะเองเหลือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวเช่นกัน คือ คุชิเอะดะ มิโนริ

ไท กะ มีทัศนะคติในด้านลบต่อการใช้ชีวิตและทุกสิ่งที่แวดล้อมตัวเธอ เธออาศัยอยู่ เพียงคนเดียว ในอพาร์ทเม้นสุดหรู โอ่โถง แต่ดูอ้างว้าง เด็กหญิงตัวเล็กๆที่นอนขดตัวบนเตียงนอนหลังใหญ่ ผ้าห่มผืนโต แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เธออบอุ่นเลยสักนิด

แต่ถึงไทกะจะ แข็งกร้าว มุทะลุ เอาแต่ใจตัวเอง นิสัยเสีย แต่ลึกๆแล้วเธอก็เป็นคนที่มีจิตใจดี เพียงแต่ไม่รู้จักวิธีที่จะแสดงออกเท่านั้น

เริ่มเรื่อง!

Toradora! เริ่มต้นช่วงแรกๆ ด้วยเรื่องราวรักวุ่นๆ ของริวจิกับไทกะ เมื่อริวจินั้นแอบรักมิโนริ เพื่อนของไทกะ ส่วนไทกะเองก็หลงรักยูซาคุ เพื่อนของริวจิ

หลังเลิก เรียนของวันเปิดเทอมใหม่ ริวจิถูกอาจารย์เรียกไปพบเรื่องแบบฟอร์มเกี่ยวกับแผนการในอนาคต เพราะเขานั้นยังไม่ส่งครูสักที เมื่อกลับมายังห้องเรียนเพื่อเอากระเป๋ากลับบ้าน ริวจิก็พบกับไทกะ ที่ไปบ้าอะไรไม่รู้ในตู้เก็บของหลังห้อง พร้อมสภาพห้องที่เละเทะ

เขา เลือกที่จะไม่สนใจเธอและไปหยิบกระเป๋ากลับบ้าน แต่นั่นทำให้ไทกะแทบคลั่ง เพราะว่าจดหมายรักที่เธอตั้งใจจะใส่ในกระเป๋าของยูซาคุ กระเป๋าใบนั้นกลับเป็นของริวจิไปซะได้

ตกดึกเรื่องไม่ คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อแม่เสือน้อยพร้อมดาบไม้บุกเข้ามายังบ้านของริวจิ เพื่อมาทวงจดหมายรักคืน หลังการต่อสู้อันดุเดือด ไทกะก็พบว่าจดหมายรักฉบับนั้น มีแต่ซองเปล่าเท่านั้น นั่นทำให้เธออารมณ์เย็นลง เพราะถ้าเกิดเธอใส่ในกระเป๋าของยูซาคุ มันคงทำให้เธออายแทบแทรกแผ่นดินหนีแน่

หลังพบว่าต่าง ฝ่ายต่างหลงรักเพื่อนของอีกคน ทั้งคู่จึงตัดสินใจร่วมมือกันเพื่อช่วยให้แต่ละคนสมรัก ตามปราถนา และลงท้ายคืนนั้นที่ริวจิต้องทำกับข้าวให้ไทกะที่แทบจะเป็นลมเพราะหิวจัดกิน แล้วหลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าไทกะ มากินข้าวเช้ากับริวจิและยาซึโกะ กลายเป็นครอบครัวของ 3 คน(อาจจะสี่ ถ้ารวมอิงโกะจัง นกแก้วหน้าตาเอกลักษณ์ของบ้านริวจิไปอีกหนึ่ง)

ไทกะที่อยู่คนเดียว คงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาก เมื่อเธอมาที่บ้านของริวจิ และจริงๆแล้วอพาร์ทเม้นของไทกะก็อยู่ข้างบ้านของริวจินั่นเอง

แล้ว ริวจิกับไทกะก็เริ่มแผนของพวกเขา แต่ด้วยเรื่องวุ่นวายหลายอย่าง กลับกลายเป็นว่าเพื่อนๆ ในห้องรวมถึงมิโนริ และ ยูซาคุ เข้าใจว่าริวจิกับไทกะนั้นคบกันอยู่ นั่นทำให้ไทกะถึงระเบิดอารมณ์ใส่กับทุกคน

วันหนึ่งไท กะตัดสินใจจะสารภาพรักกับยูซาคุ แต่เธอก็ต้องผิดหวังเพราะว่ายูซาคุในตอนนี้เห็นไทกะเป็นเพียงเพื่อน และคงจะดีกว่าถ้าหากไทกะคบกับริวจิ (หนึ่งปีก่อนหน้านี้ยูซาคุเคยสารภาพรักกับไทกะแล้ว แต่ลงท้ายที่การถูกไทกะยำ)

ริวจิที่ต้องการจะปลอบใจไท กะ จึงขอที่จะยืนอยู่ข้างกายเธอ ดั่งมังกรที่เป็นเพียงสิ่งที่สามารถยืนข้างพยัคฆ์มาตั้งแต่โบราณกาล โดยที่ริวจิไม่รู้เลยว่านั่นจะทำให้ชีวิตของทั้งเขาและไทกะ จะพบกับสิ่งที่ทั้งอ่อนโยน และหอมหวาน สิ่งที่ใครๆก็ไฝ่หา สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก”

แต่พร้อมกันนั้นก็เป็นการมาถึงของนักเรียน ใหม่ที่เพิ่งย้ายมา เธอคือ คาวาชิมะ อามิ เพื่อนสนิทในสมัยเด็กของยูซาคุ เป็นนางแบบโด่งดังจนขึ้นปกนิตยสารหลายเล่ม อามิคือกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้ยุ่งเข้าไปอีก แต่ว่าก็พบทางออกอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

สิ่งสำคัญ!

นอก จากเรื่องรักวุ่นๆของริวจิ ไทกะ มิโนริ ยูซาคุและอามิแล้ว Toradora! ยังพูดถึงสิ่งสำคัญคือเรื่องครอบครัว ซึ่งผมคิดว่านั่นคือหัวใจหลักของแอนนิเมะเรื่องนี้

ริ วจิอาจจะดูมีความสุขดีกับยาซึโกะคุณแม่ยังสาว ที่พยายามทำทุกวิถีทางที่จะเลี้ยงดูริวจิให้ดีที่สุดด้วยตัวเธอเพียงคนเดียว โดยที่เขาเองไม่มีโอกาสได้พบคุณตา คุณยายของเขาเลย เพราะว่ายาซึโกะเลือกที่จะเก็บเขาไว้ในท้อง และหนีออกจากบ้านเพื่อมาคลอดริวจิและเลี้ยงดูเขาเรื่อยมา โดยที่เธอแทบไม่ได้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นเลย

นั่นเองก็เป็น เหตุผลว่าทำไม ริวจิ จึงไม่สามารถตัดสินอนาคตของตัวเองได้สักที เพราะว่าหากเขาต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ยาซึโกะต้องทำงานหนักมากขึ้นแน่ๆ ด้วยความเป็นห่วงแม่เขาจึงยังลังเล

ส่วนไทกะ ที่อยู่ในอพาร์ทเม้นเพียงคนเดียว ครอบครัวของเธอหย่าร้าง ถึงเธอจะมาอยู่ในความดูแลของพ่อ แต่สิ่งที่เธอได้รับก็มีเพียงเงินที่เข้าบัญชีให้ทุกเดือนเท่านั้น ส่วนตัวพ่อเธอไม่ได้มาใยดีกับเธอเลยสักนิด ให้ไทกะกลายเป็นคนที่ไม่ใยดีกับคนอื่นไปด้วย

ส่วนแม่ของ ไทกะก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่ ซึ่งไทกะเองรู้สึกว่าเธอคงเป็นส่วนเกิน หากว่ากลับไปอยู่กับแม่ ไทกะจึงทนอยู่ในความดูแลของของพ่อ ที่ไม่ใส่ใจกับเธอแบบนี้เรื่อยมา

แต่แอนนิเมะเรื่องนี้ ก็บอกกับเราว่า ที่สุดแล้วความหมายของคำว่าครอบครัวมันมีค่ามากกว่านั้น คนในครอบครัวสามารถให้อภัยกับคุณได้ทุกเรื่อง ไม่ว่ามันจะเล็กหรือใหญ่

ยา ซึโกะที่หนีออกจากบ้านมาหลายปี แต่เพียงแค่เธอได้เห็นหน้าพ่อกับแม่ ภาระที่หนักอึ้งในการเลี้ยงดูชีวิตหนึ่งของริวจิ ดูจะผ่อนคลายไปทันที เธอสามารถร้องให้ได้อย่างไม่ต้องอายใคร และรู้สึกได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

“ยาซึโกะ…ลูกเลี้ยงริวจิมาอย่างดีเลยสินะ” แม่ของเธอบอก

“ค่ะ” ยาซึโกะในตอนนี้โลกทั้งโลกที่เธอเคยแบกไว้ ดูเหมือนจะถูกยกออกไปหมดแล้ว

“นี่สินะ ความหมายของคำว่า ครอบครัว” ไทกะรำพึงกับตัวเองเมื่อเห็นภาพนั้น

ในตอนนี้ไทกะเองก็เริ่มตาสว่าง และเลือกที่จะลองกลับไปใช้ชีวิตกับแม่ของเธอ ที่จริงๆก็รักเธอมาก เพียงแต่ไทกะไม่เคยเปิดใจเท่านั้น

credit >>> http://www.oknation.net/blog/area/2009/07/09/entry-2

Roadshow แนะแนวน้องๆ @ โรงเรียนเบญจมราชาลัย

สวัสดีครับ.. พ่อแม่พี่น้องทั้งหมด ข้าพเจ้ากลับมาอีกแล้ว วันนนี้ ก็มีเรื่องมาบ่น..เอ้ยมาเล่าให้ฟังกันอีกแล้ว  ก็เพราะวันนี้เป็นวันที่ข้าพเจ้าได้ไปออกงาน Roadshow แนะแนวน้องๆๆ เกี่ยวกับมหาลัยของข้าพเจ้า ที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็น รร หญิงล้วน ว้าวๆๆๆๆ
วันนี้ข้าพเจ้าได้ตื่นตั้งแต่ ตี 5 (แต่นอนตอนตี 3 = =) ซึ่งต้องรีบไปให้ถึง รร ตอนเวลา 7 โมงเช้า ก่อนที่นักเรียนจะมากันเยอะ ซึ่งระหว่างทางที่ไปนั้น รถก็ติดมาก (ช่วงแถววางเวียนใหญ่) แต่กว่าจะไปถึงได้ และ กว่าเพื่อนๆ จะมากันครบก็ ปาเข้าไป 7 โมง ครึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่ นักเรียนเค้าเข้าแถวหน้าเสาธงกัน ก้เลยต้องเร่งงา่นกันใหญ่ สำหรับงานเตรียมสถานที่ ต่างๆ ซึ่งก็ข้าพเจ้าก็ หัวหมุนไปหมด เพราะต้องทำหน้าที่ เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ในหอประชุม รร ที่จะ พรีเซ้นมหาวิทยาลัยให้ กับน้องม.5 ที่เข้าร่วมฟังการบรรยายจากพี่ๆๆ (เพื่อนของข้าพเจ้า) เตรียมการไปยังไม่ถึงไหน น้องๆ ก็ ขึ้นมาที่หอประชุมกันเยอะแยะไปหมด (ม่ายรู้น้องๆ จะรีบขึ้นมาทำไมกัน) ทำให้การเตรียมสไลด์ของข้าพเจ้าเป็นไปด้วยความยากลำบาก (ก็กลัวน้องจะเห็นสไลด์ก่อนที่จะพรีเซ้นจริงนี่นะ) ไม่ช้าก็ถึงเวลากล่าวเปิดงาน ซึ่งข้าพเจ้านอกจากเป็นคนทำสไลด์แล้ว ก็ต้องมาเป็นคนควบคุมสไลด์อีกตะหาก เวนกำจิงๆ ซึ่งที่นั่งของคนควบคุมสไลด์ก็ ไม่ใช่ที่ไหนล่ะครับ ก็บนเวทีหอประชุมเลย (นั่งเป็นพระประทานเชียว) ซึ่งสามารถเห็นน้องๆทุกคนได้อย่างชัดเจน (อย่าพึ่งคิดว่ามานเป็นทำเลที่ดีกันนะ) แต่… น้องๆๆ ก็เห็นข้าพเจ้าชัดเจนเช่นกัน = = แต่ก็ไม่เป็นไร 55+ เพราะยังไง น้องๆก็คงดู พิธีกร กับสไลด์ อยู่แล้ว ฮ้าๆๆๆ แต่ถึงยังไงข้าพเจ้าก็รู้สึกอายอยู่ดี แต่เรื่องอายไม่เท่าไร แต่รู้สึกเกรงมากสำหรับการควบคุมหน้าสไลด์ให้สอดคล้องกับ การพูดของพิธีกร มากกว่า แบบว่าถ้าพลาดไปนี่ น้องๆๆ ก็จะ ละสายตาจากพิธีกรและสไลด์มามองที่คนควบคุมสไลด์ ซึ่งนั้นก็คือข้าพเจ้าแทน ก็หมายความว่างานจะเข้าข้าพเจ้าทันที = = แต่การควบคุมสไลด์ ก็เป็นไปได้ด้วย เหมือนจะดี เพราะมีตอนที่ พิธิกรดันเปลี่ยนเอาอีกเรื่องนึ่งมาพูดขึ้นก่อนอีกเรื่องนึง ซึ่งไม่เป็นตามที่เตี้ยมกันไว้ตอนแรก ซึ่งงานก็เลยเข้าข้าพเจ้าทันที จะเปลี่ยนไปหน้าสไลด์ที่ต้องการก็ทำไม่ได้ ก็เลยต้องปลอ่ยตามน้ำไป = =  หลัีงจากจบการพรีเซ้นแล้ว ข้าพเจ้าก็รู้สึกโล่งใจมากที่การพรีเซ้นนั้นเป็นไปได้ด้วยดี สไลด์ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น หลังดีใจกันอยู่พักนึง ก็ถึงเวลาที่ต้องไปช่วยพวกเพือนๆ จัด ซุ้มบูท แนะแนวมหาวิทยาลัยกันต่อ ซึ่งตอนที่มาถึงที่บูท เพือนๆ ที่ทำหน้าที่จัดบูทกันก่อนหน้านี้ ก็จัดบูทเสร็จไปเกือบหมดแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ช่วยติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์สำหรับแสดงผลงานนิดหน่อย จากนั้นไม่นาน ก็ถึงเวลาพักเที่ยงของน้องๆ  คลื่นมหาชนสาวๆๆ รร หญิงล้วนก็เข้าถล่มบูทของเรา ทำเอาข้าพเจ้าที่มาหน้าที่ บรรยายข้อมุลในบูท ถึงกับเวียนหัวไปหมด ที่จะปวดหัวกันมากที่สุด คงเป็๋น เพื่อนๆ ที่ประจำอยู่ บูทเกมและของรางวัล ซึ่งน้องๆ เข้าไปมุงอยุ่มากสุด น้องๆ รร นี่ก็น่ารักมากเลยครับ ให้ความสนใจกับบูทของพวกเีรากันใหญ่ แต่พอเวลาพี่เข้าไปถาม กลับหนีกันซะงั้น = = หลังจากน้องๆๆ ขึ้นเรียนกันหมดแล้ว ก็ถึงเวลาของพี่ๆๆ จัดการเครีย สถานที่เก็บของและ กล่าวขอบคุณอาจารย์ ที่ทำให้การจัดงานครั้งนี้สำเร็สไปได้ด้วยดี

สรุปกิจกรรมนี้  นั้น เป็นกิจกรรมที่สนุก เล่นซะ พอกลับถึงหอ ก็นอนหลับเป็นตายกันเลยทีเดียว   น้องๆ ให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบูท เกม นี่น้องๆๆ แน่นมากพี่ๆๆจะเป็นลมกัน เหอๆ   แต่ที่บูทให้ความรู้ก็ไม่น้อยหน้า น้องๆ ก็มากมายเหมือนกัน ที่มากมายก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ก็เพราะ น้องๆ เข้ามาหาคำถาม จากการที่น้องๆ ได้เข้าไปเล่นเกมตอบคำถามในบูืทเกม ซึ่งคำตอบที่บูทเกมถามคำถามมานั้น ก็จะอยู่ในบูืทความรู้นี่ล่ะ ( ถึงได้ว่า วิ่งมาถามเพื่อนๆ ที่บูทความรู้กันเยอะจิ๊งๆๆ ) ถือเป็นแผนให้น้องๆ เข้าไปในบูืทความรู้ ที่เนียนจิงๆๆ ฮ้ าฮ้า

ขอบ่น!! หลังจากพรีเซ็นโปรเจค

เนื่องจากวันจันทร์ ของอาทิคย์ที่แล้ว (แล้วพึ่งมาเขียนลงบล็อค) เป็นวันที่ข้าพเจ้าได้ พรีเซ้นโปรเจค หลังจากที่ตรากตรำทำมาตั้งหลายวัน เมื่อถึงวันพรีเซ้น ข้าพเจ้าต้องตื่นแต่เช้า (เพราะมีเจ้าแม่โทรมาปลุกแต่เช้า 555+) ก็เพื่อนำตัวงานไปติดตั้งที่เครื่องคอมที่จะพรีเซ้น รีบซะแย่ แต่พอไปถึงนี่ อจารย์ยังจัดต้องไม่เสร็จเลย ทั้งๆๆที่ ไปถึงก็ตรงเวลานัดพอดี จึงต้องไปช่วยอาจารย์ยกโต๊ะ จัดห้อง = = กว่าจะจัดห้องเสร็จกว่ากลุ่มอื่นจะลงโปรเจคของกลุ่มตนเองเสร็จ กว่าจะเริ่มพรีเซ้นได้ ก็เกินเวลานัดพรีเซ้นไปเป็นชั่วโมง กลุ่มแรกๆ ที่พรีเซ้นนั้น อาจารย์ฺแกตั้งใจฟังที่นักศึกษาพรีเซ้นมาก บรรยากาศในห้องตึงเครียสมาก มีอาจารย์อยู่ท่านนึง ขนาดเอามือของท่านมาจับไว้ที่คาง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงระดับความเครียสของท่าน = = ทำให้เพื่อนๆ ที่ยืนให้กำลังใจอยู่บริเวณหน้าห้องถึงกับ บ่นพึมพรำ ประมาณว่า ตายห่าทำไมเครียสกันนักหว้า แล้วกลุ่มกุล่ะหว้า โอ้ เครียสโว้ย  จนตัวข้าพเจ้าที่ยืนอยู่บริเวณนั้น ทนกับรังสีความเครียสไม่ไหวจึง เดินออกที่อื่น แล้วประกอบกับแก้วซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มโปรเจคก็ เสด็จมา (โอ้ยยย คนทีปลุกกุตั้งแต่เช้า ดันพึ่งมา = =’ ) ก็เลยนั่ง test โปรเจคไปเรื่อยๆๆ แล้วในขณะที่ test โปรเจคไปเรื่อยๆ ก็เจอบักมากมายไม่รู้ว่า โผล่ออกมาจากไหนกัน ก็จำได้ว่าเมื่อคืนเอาไบก้อนฉีดไปขวดนึง คิดว่าตายหมดแล้ว ( เฮ้ย…. ข้อผิดพลาดโปรเจคโว้ย มะช่ายแมงสาป – - ) เลยต้องนั่งแก้อยู่พักใหญ่ ในระหว่างนั้นก็ให้ น้องแอ๋มสุดสวย ไปสืบว่าถึงกลุ่มไหนแล้ว  (ทั้งๆ ที่กลุ่มตัวเองพรีเซ้นตอนบ่าย = =) แต่สวยสืบ เฮ้ย สายสืบ ก็รายงานว่า ผ่านไปนานแล้ว พึี่งได้ 4 กลุ่ม ณ เวลานั้นก็จะเที่ยงแล้ว ( อ้าวกำ แล้วกุลุ่มกุ กลุ่ม 15 จะได้พรีเซ้นตอนไหนวะ ) แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไร เพราะตอนนี้ข้าพเจ้าต้องต่อสู้กับกองทัพแมลงที่แมร่งมาจากไหนกันก็ไม่รู้ ทำให้ต้องลำบากแก้วให้ไปเหมา ไบก้อนมา ยกโหล ( ฮ้า.. ออกนอกเรื่องล่ะ ) จนข้าวปลาไม่ได้กิน  แก้บักไปแก้บักมา จนคิดว่าไม่มีบักแล้วมั้ง (ถ้าเข้าไปพรีเซ้นแล้วเจอบักขึ้นมาทำไงล่ะ จะขอไบก้อนจากอาจารย์ดีไหม้ อาจารย์จะให้ยืมอ่ะเปล่้า เอ้ย..มะช่ายล่ะ = = )  ก็ยังไม่ถึงเวลาพรีเซ้นสักที แต่เลยเวลาพรีเซ้นที่นัดไว้ไปนานแล้ว  รอไปรอมา จนหนีไปเล่นเกม  สักพักสายสืบของเี่ราก็มาตามที่ร้านเกม ( ห้องคอมที่ภาค ซึ่งกลายสภาพเป็นร้านเกมไปเมื่อนานมาแล้ว แหม..อยากจะเอาสติกเกอร์ @cafe มาติดให้รุ้แล้วรู้รอดไปเลย ) ให้เตรียมตัวพรีเซ้นได้แล้ว ซึ่งเวลาตอนนั้น ก็เย็นมากแล้ว  สักพักใหญ่ๆ ก็ถึงเวลาพรีเซ้น ข้าพเจ้าก็ตื่นเต้นเล็กน้อยคิดว่า บรรยากาศในห้องจะต้องตึงเครียสแบบเมื่อเช้าอย่างแน่นอน แต่พอเข้าไปในห้องแล้ว ปรากฎว่าภาพที่เห็นคือ  เหล่าท่านอาจารย์ทั้งหลายท่าน ต่างมีสีหน้า หมดแรงกันหมดประมาณอารมณ์ว่าอาจารย์ไม่ไหวแล้วอาจารย์อยากกลับบ้าน ( บางท่านก็อยากไปรับลูกจะแย่แล้ว )  แล้วก็เหนือความคาดหมายจริงๆครับ อาจารย์บอกไม่ต้องพรีเซ้นแล้ว อาจารย์จะถามเลย (อ้าว ซวยแล้ว ) หลังจากนั้น อาจารย์แต่ล่ะท่านก็แย่งกันถาม จนสมาชิกในกลุ่มทุกคนตอบกันแทบไม่ทัน หลังจากอาจารย์ทุกท่านแย่งกันถามเสร้จแล้ว ก็บอกว่าควรปรับปรุงอะไรบ้าง และ เพิ่มอะไรเข้าไปอีกบ้าง แต่ข้าพเจ้าก็ยังไงอยู่ดี จนอาจารย์ท่านนึง ได้ตะโกนบอกแก้วว่า ให้เอาข้าพเจ้าไปจูนที 555+ หลังจากนั้นอาจารย์ก็รีบเดินออกไปจากห้อง ซึ่งกลุ่มข้าพเจ้าก็โชคดีอยู่บ้างก็คือ กลุ่มของข้าพเจ้าได้พรีเซ้นเป็นกลุ่มสุดท้ายของวันพอดี ส่วนเพื่อนกลุ่มหลังจากนั้น จะต้องไปฟรีเซ้นพรุ่งนี้ ( ซึ่งจำนวนวันที่พรีเซ้นทั้งหมดได้เพิ่มเป็น 4 วัน จากที่ประกาศไว้ 2 วัน )

สรุปสิ่งที่ได้ จากวันนั้นคือ ความงง และสิ่งที่ควรจะต้องแก้ไขโปรเจคตัวนี้ 4 ข้อ คือ

1. ระบบแสดงว่าของถูกยืม (ซึ่งกลุ่มข้าพเจ้าทำระบบจอง ไม่ใช่ยืม = =)

2. เช็ครหัสนักศึกษาว่าใช่ีีรหัสของนักศึกษาที่เรียนอยู่ในภาควิชาหรือไม่ (ก็สามารถดูจาก สำเนาบัตรนักศึกษาที่แสกนเข้ามาตอนสมัครสมาชิกได้ )

3. ใบ Report รายการจอง ( แม่เจ้าาา….แค่จอง )

4. Bar Code ( อ้าวว.. ออกทะเลได้ )

5. แถบแสดงเลขหน้าแต่ละหน้า ( อันนี้ยอมรับด้วยความจิงใจครับ เพราะมานกาก จิงๆๆ )

Finail Fantasy 13 ภาพยนตร์ตัวอย่างเกม แปลไทย

ถึงตัวเกมจะออกไปเมื่อวันที่ 17 แล้ว แต่ก็ไม่มีผลกระทบอันใดกับข้าพเจ้า เพราะ ข้าพเจ้าไม่มีเครื่อง Play3 ทำให้ข้าพเจ้าต้องไปหา CG Movie ของตัวเกมมาดูแก้ความอยาก ซึ่งก็ได้ไปเจอ เทลเลอร์ตัวนี้มา (แปลคำพูดเป็นภาษาไทย ใครขยันจิงๆๆนิ ) สำหรับผู้ที่อยากดู ก็เชิญดูได้ที่นี่เลยนะ ปล. เพลงเพราะมาก

สอบแล้ว โปรเจคก็ยังไม่เสร็จ ว้ายยยยยยยยย

ตอนนี้ ก็ถึงช่วงสอบมิดเทอมแล้ว ซึ่งมี สอบ 2 ตัว แล้วก็ดันเป็นวิชา ภาคอีกนะ (ภาคนี่ไม่รู้เลยนะว่า กุต้องส่งโปรเจคก่อนสิ้นป้นี่ = =) ซึ่งตอนนี้ โปรเจคทั้งหมดก็ต้องหยุดฉะงักไปก่อน คาดว่าสอบเสร็จ 23 จึงเริ่มปั้มกันไหม

ปล. อาเมน

โปรเจค : อีก 2 อาทิตย์ต่อมา ก็ยังทำไม่เสร็จ

2 อาทิตย์ผ่านมากแล้ว หลังจาก เรื่องที่แล้ว ตอนนี้โปรเจคก็ยังไม่เสร็จโอ้ยๆๆ แม่จ้าาา – -*

โปรเจคใกล้จะส่งแล้ว

อีกไม่นาน ( 2 อาทิตย์ ) โปรเจคก็ต้องส่งแล้ว เหอๆๆ ถือว่า

ปั้นงาน แล้วละ ทิ้งทุกอย่างก่อน จะขึ้นปีใหม่ = =